^ Back To Top

foto1 foto2 foto3 foto4 foto5

เว็ปลิงก์

 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

         เครื่องดื่มจากธรรมชาติให้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ช่วยแก้กระหาย ทำให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า บำรุงร่างกาย เครื่องดื่มจากธรรมชาติที่นิยมดื่ม ได้แก่ น้ำอ้อย มะพร้าว น้ำมะนาว นมถั่วเหลือง น้ำบัวบก น้ำเก็กฮวย และ น้ำมะตูม เป็นต้น

           เครื่องดื่มที่คนไทยนิยมดื่ม ได้แก่ น้ำชา กาแฟ น้ำอัดลม น้ำหวาน น้ำผลไม้ ตลอดจนเครื่องดื่มที่เตรียมจากส่วนต่างๆ ของพืช เครื่องดื่มจากธรรมชาติส่วนใหญ่ ได้แก่ น้ำผลไม้ซึ่งรวมทั้งน้ำคั้นจากผลไม้สด เช่น น้ำส้ม น้ำมะนาว น้ำมะพร้าว เป็นต้น และน้ำผลไม้ที่มีเนื้อผลไม้ปน

           น้ำผลไม้ชนิดหลังนี้ ทั้งน้ำและเนื้อผลไม้จะผ่านการบดหรือปั่นให้ละเอียดและแต่งเติมรสหวานด้วยน้ำตาล หรือน้ำเชื่อม และอาจเติมกรดผลไม้เพื่อแต่งรสเปรี้ยวได้ ตัวอย่างของน้ำผลไม้ดังกล่าวได้แก่ น้ำสัปปะรด น้ำแตงโม น้ำมะเขือเทศ น้ำมะขาม เป็นต้น นอกจากน้ำผลไม้แล้ว เครื่องดื่มที่ได้จากธรรมชาติยังสามารถเตรียมจากส่วนอื่นๆของพืช เช่น ส่วนเหง้า ต้น ใบ ดอก เมล็ด เป็นต้น ตัวอย่างเครื่องดื่มประเภทนี้ ได้แก่ น้ำอ้อย น้ำขิง น้ำเก็กฮวย น้ำบัวบก นมถั่วเหลือง เป็นต้น

           นอกจากเครื่องดื่มชนิดต่างๆ ดังกล่าวแล้ว ยังมีน้ำผลไม้อีกหลายชนิดที่นิยมดื่มกันแพร่หลาย เช่น น้ำฝรั่ง น้ำแตงโม น้ำมะขาม น้ำองุ่น น้ำลำใย น้ำทับทิม น้ำรากบัว น้ำบ๊วย ฯลฯ น้ำผลไม้ส่วนใหญ่มีวิธีการเตรียมเป็นเครื่องดื่มคล้ายคลึงกันดับที่กล่าวมาแล้ว  นอกจากน้ำผลไม้แล้ว ยังมีผู้นิยมดื่มน้ำผักอีกด้วย น้ำผักจะให้ วิตะมินซี และ แคลเซียม สูงกว่าน้ำผลไม้บางอย่างด้วยซ้ำไป แถมยังเป็นยาอายุวัฒนะอีกด้วย ผักที่นิยมนำมาบดเป็นน้ำผัก เช่น คื่นช่าย ผักกาดหอม แตงกวา เป็นต้น

           จะเห็นได้ว่า เครื่องดื่มจากธรรมชาติให้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ประโยชน์ทางตรงก็คือ ช่วยให้ได้เครื่องดื่มที่อร่อย สะอาด ช่วยดับกระหาย คลายร้อน ทำให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ส่วนประโยชน์ทางอ้อม คือ ใช้เป็นยาบำรุง และยารักษาโรค เช่น ช่วยขับปัสสาวะ ขับเหงื่อ บำรุงร่างกาย ช่วยระบาย หรือช่วยแก้ท้องเสีย เป็นต้น นอกจากนั้น เครื่องดื่มจากธรรมชาติ สามารถเตรียมได้ง่ายๆ และ รวดเร็ว อีกทั้งช่วยประหยัดรายจ่ายของครอบครัวอีกด้วย ประโยชน์ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ เครื่องดื่มจากธรรมชาติ ไม่ต้องแต่งด้วยสีสังเคราะห์ สีของเครื่องดื่มเป็นสีจากพืชโดยตรง ดังนั้นจึงไม่มีพิษต่อร่างกายอย่างแน่นอน

ที่มา :ศ.เกียรติคุณ นพ.ไพโรจน์ อุ่นสมบัติ ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม

        Faculty of Medicine Siriraj Hospital คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล 

        http://www.thaihealth.or.th

           ถึงแม้ “ถั่ว” จะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย แต่หากกินไม่ถูกวิธี ก็อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เพราะถั่วนั้น เป็นอาหารที่ค่อนข้างย่อยยากและทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหารได้ จึงขอแนะนำวิธีการกินถั่วอย่างถูกวิธี ดีต่อร่างกาย ดังนี้

          1. สำหรับผู้ที่เพิ่งหัดกินถั่วใหม่ๆ หรือปกติไม่ได้กินถั่วเป็นประจำนั้น ให้เริ่มกินแต่น้อยๆ เช่น สัปดาห์ละ 2 ครั้ง จากนั้น จึงค่อยเพิ่มความถี่ให้มากขึ้น เพื่อให้ระบบย่อยอาหารของร่างกายปรับตัว

          2. แช่เมล็ดถั่วในน้าเปล่า เป็นเวลา 12-24 ชั่วโมง ก่อนนำไปปรุงอาหาร จะช่วยให้แป้งบางส่วนที่ย่อยยากนั้นสามารถย่อยได้มากขึ้น

         3. เลือกชนิดของถั่วที่จะนำมากิน ทั้งนี้ถั่วแต่ละชนิดนั้นทำให้เกิดแก๊สไม่เท่ากัน เช่น ถั่วขาวและถั่วเหลืองจะมีแก๊สมาก ส่วนถั่วดำ ถั่วแดงและถั่วเขียวจะมีแก๊สน้อยกว่า นอกจากนี้ “ถั่วเมล็ดแห้ง” ก็จะทำให้เกิดแก๊สในท้องมากกว่าถั่วสำเร็จรูปที่บรรจุกระป๋อง

        4. เวลากินถั่วควรเคี้ยวให้ละเอียดมากที่สุด เพราะเอนไซม์ในน้ำลายนั้นจะทำหน้าที่ช่วยย่อยแป้งได้ดี

        5. เนื่องจากในถั่วมีสารประเภทกรดไฟติก หรือไฟเทต ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ยับยั้งการดูดซึมแร่ธาตุบางชนิด เช่น เหล็ก สังกะสี และแคลเซียม ดังนั้น จึงควรกินถั่วที่ปรุงสุกแล้ว ถั่วที่ผ่านการงอก หรือกระบวนการหมักมาแล้ว เพื่อลดปริมาณสารไฟเทต

      6. ปริมาณที่แนะนำในการกินถั่วคือ ครึ่งถ้วย หรือ 64 กรัม และใน 1 สัปดาห์ควรกินให้ได้ 3-4 ครั้ง/สัปดาห์

      7. การเลือกซื้อถั่ว ให้เลือกถั่วที่ผลิตใหม่ๆ เมล็ดสมบูรณ์ ไม่ลีบ ไม่ฝ่อ หรือการกัดแทะของแมลง โดยเฉพาะถั่วลิสงจะมีเชื้อรา “อะฟลาท็อกซิน” จะขึ้นได้ง่าย หากเมล็ดของถั่วมีการแตกหัก หรือมีความชื้นสูง ดังนนั้ จึงไม่ควรซื้อถั่วเก็บไว้เป็นเวลานาน เพราะอาจทำให้เกิดเชื้อราหรือสร้างสารพิษอะฟลาท็อกซินได้

      8. สำหรับผู้ที่มีปัญหาท้องอืด อาหารไม่ย่อยหรือ อาการไม่พึ่งประสงค์หลังกินถั่วเมล็ดแห้ง ถ้าปฏิบัติตามข้อ 1 2 และ 3 แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น อาจเลือกกินถั่วในรูปแบบที่ผ่านกระบวนการงอก หรือถั่วที่ผ่านกระบวนการหมักมาแล้ว จะทำให้อาการดีขึ้น

      ที่มา : มูลนิธิหมอชาวบ้าน

               http://www.thaihealth.or.th/

 

เมื่อทำงาน จนปวดตัว

สัปดาห์นี้เราจะมาคุยกันเรื่อง ทำงาน...จนปวดตัวกันบ้างนะคะ ด้วยสังคมปัจจุบัน การติดต่อสื่อสารที่รวดเร็วทันใจ เพียงแค่ปลายนิ้ว ใช่ค่ะ เพราะแค่ใช้แค่ปลายนิ้ว อวัยวะอื่น ๆ ของเราเลยแทบไม่ได้กระดุกกระดิกกันเลยไงคะ ทำให้งานทุกวันนี้ของเราส่วนใหญ่ จะเป็นการนั่งโต๊ะ แม้จะสะดวกสบาย แต่ก็นำมาด้วยภาวะที่เราเรียกว่า "กลุ่มอาการของชาวออฟฟิศ หรือ Office Syndrome นะค่ะ กลุ่มอาการที่ว่า มักเกิดจากการนั่งทำงานที่

 

- ผิดที่ท่า : หลังค่อม, ก้ม หรือเงยมากเกินไป

- ผิดที่โต๊ะ หรือผิดที่เก้าอี้

- ผิดที่นั่งนานไปหน่อย : คือค้างอยู่ท่าเดิม ๆ ในระยะเวลานาน ๆ โดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถ

อาการของออฟฟิศซินโดรมมักไม่ได้มาแค่อย่างเดียว แต่มักมากันเป็นแพ็กเกจเลยล่ะค่ะ

ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้ออักเสบ เอ็นอักเสบ ทำให้เกิดอาการปวดหลัง ปวดไหล่ ไหล่ตึง ไหล่ติด ปวดบ่า ปวดแขน ปวดศอก ปวดข้อมือ เจ็บบริเวณฐานนิ้วโป้ง นิ้วล็อก ในระยะแรก ๆ อาการอาจจะมา ๆ ไป ๆ พักการใช้งาน ทานยา หาหมอ อาจจะดีขึ้นได้ แต่ถ้าปล่อยไว้เรื้อรัง ไม่ปรับท่า ไม่เปลี่ยนพฤติกรรม อาการอาจรุนแรง เกิดอาการชาหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้ค่

หากเริ่มมีอาการอย่างที่กล่าวมา ควรปรับเปลี่ยนท่า แก้ที่สาเหตุ และปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาและคำแนะนำ อาจต้องทำกายภาพบำบัดร่วมด้วย

การป้องกันออฟฟิศซินโดรมได้แก่ การ "ปรับ" ค่ะ

- ปรับสถานที่ ไม่ว่าความสูงของโต๊ะและเก้าอี้ ความห่างของจอคอมพิวเตอร์ ควรอยู่ในระดับสายตา ไม่ก้มไม่เงยจนเกินไปการพิมพ์งาน คีย์บอร์ด หรือเมาส์ ควรอยู่ในระดับข้อศอก

- ปรับท่า : นั่งหลังตรง ชิดขอบด้านในของเก้าอี้ เปลี่ยนท่าการทำงานทุก 20 นาที

- กะพริบตาบ่อย ๆ ละสายตาออกจากคอมพิวเตอร์เป็นระยะ

- ยืดเหยียดแขน เหยียดกล้ามเนื้อ ทุก 1 ชั่วโมง เดินไปคุยกับโต๊ะข้าง ๆ ก็ได้ค่ะ บอกเจ้านายว่า เรามาเปลี่ยนท่า แต่ถ้าเปลี่ยนบ่อยเปลี่ยนนาน ระวังเจ้านายจะให้เปลี่ยนงานนะคะ

- นอกจากนี้ เพื่อป้องกันภาวะอื่น ๆ ขอฝากชาวออฟฟิศ ให้รับประทานอาหารให้ตรงเวลา และครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

ตรวจสุขภาพประจำปี และอย่ากลั้นปัสสาวะกันด้วยนะคะ เราจะได้นั่งสบาย ๆ ไม่เจ็บไม่ปวดในออฟฟิศได้จนแก่เฒ่าค่ะ สวัสดีค่ะ

                     กระเทียม เป็นพืชชนิดหนึ่งที่เรานำมาประกอบอาหารทั้งใบและหัว นอกจากนั้นยังเป็นพืชสมุนไพรสามารถที่จะรักษาโรคได้หลายชนิด ซึ่งหลายคนยังไม่รู้ว่ากระเทียมนั้นมีประโยชน์มากมาย แม้จะมีกลิ่นที่ฉุนและมีรสเผ็ดก็ตาม ในทางตำราโบราณได้กล่าวถึงการใช้กระเทียมในการรักษาโรคต่างๆมานานแล้วไม่ได้มีแต่ในประเทศไทยเท่านั้นที่อื่นจากข้อมูลทางประวัติศาสตร์มีการใช้งานในหลายที่เช่นกัน แม้กระทั่งใช้เพื่อกันผีหากเราดูหนังฝรั่งบางเรื่องจะใช้กันผีดูดเลือดแต่ทั้งนี้เป็นความเชื่อของคนโบราณ กระเทียมสามารถรักษาใช้ได้ทั้งภายนอกและภายใน และนำไปแปรรูปเป็นยาชนิดอื่นและมีรูปแบบต่างๆเพื่อให้ง่ายต่อการกิน ทางการแพทย์ในโบราณถือได้ว่าเป็นยาดีที่รักษาโรคได้มากมาย

                   ประโยชน์ของกระเทียมในการนำไปใช้

      1.กลาก เกลื้อน มีการใช้งานมานานแล้วโดยการนำกระเทียมมาทารักษา หรือว่าอาการต่างๆตามผิวหนังที่เกิดจากเชื้อรา อาการคันต่างๆ ที่พบว่ากระเทียมมีสารอัลลิซิน มีลักษณะเป็นน้ำมัน สามารถฆ่าเชื้อราได้โดยใช้ระยะเวลาเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น มีการทดลองว่าใช้กระเทียมรักษาโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อราได้หลายชนิด ทั้งเล็บที่เกิดจากเชื้อรา โดยการนำกระเทียม 4 – 5 กลีบบดให้ละเอียดแล้วนำมาทาที่เล็บประมาณ 1 ชั่วโมง หรือใช้วิธีเดียวกันนำไปทาบริเวณที่เป้นกลากเกลื้อนได้ ให้ทาทุกวันจนหาย กระเทียมยังมีสารชนิดอื่นที่ยับยั้งเชื้อรา

      2.ลดไขมันและโคเลสเตอรอล มีการทดลองว่าน้ำคั้นจากกระเทียมสามารถลดไขมันในเลือดได้ป้องกันและลดอาการความดันโลหิตสูง โดยมีการพบสารหลายชนิดที่ใช้ลดไขมันเช่น ซีลีเลียม อัลลิซิน สคอร์ดินิน เจอร์เม้นียน ช่วยปรับความสมดุลในเลือดได้ โดยได้ทดลองอยู่หลายแห่ง จึงสรุปว่ากระเทียมช่วยลดไขมันได้ หากรับกระเทียมสด ครั้งละ 1 ช้อนชา วันละ 3 ครั้ง

      3.แก้หอบหืด พบว่ากระเทียมในน้ำมันที่เมื่อทานเข้าไปแล้วจะช่วยให้ร่างกายขับสารออกมาที่หลอดลม ทำให้เยื่อบุผนังของหลอดลม มีความแข็งแรงงลดอาการเกร็ง ตัวของหลอดลม ทำให้คนที่กินกระเทียมช่วยอาการหอบหืดลดลงได้

      4.อาการไอและขับเสมหะ เนื่องจากมีฤทธิ์ในการต้านเชื้อโรคในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งเกิดจากไวรัสและแบคทีเรีย โดยกระเทียมมีสารต้านไวรัสและแบคทีเรียจึงทำให้อาหารไอและขับเหมหะออกไปได้ โดยนำกระเทียม 1 – 2 กลีบ มาบดละเอียดผสมกับน้ำส้มสายชู 2 – 3 ช้อนโต๊ะนำไปใส่น้ำดื่ม 1 ลิตร หรือนำกระเทียมมาหมักกับข้าวเปลือกแล้วมารับประทานกับอาหาร

      5.บำรุงผมและหนังศีรษะ กระเทียมฆ่าเชื้อราได้เป็นอย่างดีซึ่งเป้ฯสาเหตุหนึ่งของอาการคันและมีรังแค นอกจากนั้นกระเทียมยังบำรุงผมได้ดีอีกด้วย โดยเฉพาะผู้ที่มีผมมันจะทำให้ผมและหนังศีรษะสะอาด มีซัลเฟอร์ ทำให้ผมแข็งแรงและมีน้ำหนัก โดยนำกระเทียม 5 – 8 กลีบมาบดละเอียดผสมกับน้ำมันละหุ่ง 8 ช้อนโต๊ะ หลังสระผมใช้ชโลมให้ทั่วเหมือนครีมนวดผม

      6.รักษาแผล ไม่ว่าจะเป็นแผลสดแผลมีหนองช่วยรักษาได้ เนื่องจากมีสารอัลซีลินในการรักษาแผลที่เป็นหนองได้หากเป็นแผลสดให้ขยี้แล้วทาที่แผลหรือนำผ้ามาผิดทับเอาไว้ที่แผล หากเป็นแผลที่มีหนองให้คั้นเอาน้ำกระเทียม 1 ส่วนต่อน้ำต้มสุก 4 ส่วน ล้าบาดแผลและใส่เป็นยาแผลได้

      7.ไข้หวัด กระเทียมมีสาร ซัลไฟล์ แบะไดซัลไฟล์ เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะเสริมสร้างภูมิต้านทานได้ดีขึ้น หรือถ้าหากรู้สึกว่ากำลังจะเป็นหวัดก็ให้กินป้องกันไว้ โดยนำกระเทียมตำกับน้ำมะนาว 1 ช้อนชาเติมน้ำร้อนเข้าไป 1 ถ้วย ดื่มวันละ 3 เวลา

      8.ขับพยาธิ เนื่องจากกระเทียมมีสารที่ชื่อ ปิเปอธาซีน มีผลในการฆ่าพยาธิไส้เดือน พยาธิเส้นด้าย โดยการทดลองพบว่าจะทำให้พยาธิซักและอ่อนเพลียแล้วขับออกมา โดยพยาธิแต่ละชนิดจะใช้กระเทียมในการรักษาที่แตกต่างกัน เช่นพยาธิเข็มหมุดให้กินมันละ 1 กรัมก่อนนอนติดต่อกัน 4 – 5 วัน

      9.รักษาอาการปวดตามข้อ สามารถที่จะบรรเทาอาการเคล็ดขัดยอก เท้าแพลง ปวดตามข้อ น้ำมันของกระเทียมนั้นสามารถที่จะรักษาอาการต่างๆได้โดยการกินวันละ 7 หัว เป็นรักษาอาการปวดจากภายใน หรือกินกระเทียมดอง 5 -7 กลีบ

      10.ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ให้รับประทานกระเทียมสดพร้อมกับอาหารจะช่วยรักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ นอกจากนั้นยังเป็นยารักษาของโรคกระเพาะอาหาร หรือโรคเกี่ยวกับท้องอื่นๆได้ด้วย

      11.ผิวอ่อนวัย กระเทียมมีสารกระตุ้นคอลาเจนในผิวได้ดี ทำให้ผิวมีสุขภาพที่ดี ลดผิวที่มีจุดด่างดำ ช่วยกระซับรูขุมขน โดยการนำกระเทียม 5 – 7 กลีบ ผสมกับมะเขือเทศ 1 ลุก พอกหน้าครั้งละ 20 – 30 นาที

       12.ป้องกันยุงและแมลง ในนำกระเทียม 2 กลีบ ผสมน้ำมันยูคาลิปตัส 5 หยด นำมันดอกทานตะวัน 10 หยด ให้กรองเอาแต่น้ำทางที่ผิวจะทำให้ยุงไม่เข้ามากันเราได้

      13.แก้ปวดฟัน โดยการนำกระเทียมตำผสมกับเกลือมาพอกบริเวณที่ปวดฟัน

      14.แก้ผดผื่น หากมีผื่นขึ้นตามบริเวณต่างๆ นำก้านกระเทียมที่ติดอยู่ที่หัวมา 1 กำมือ ผสมกับน้ำอุ่นอาบเพียงครั้งเดียว จะช่วยรักษาอาการผดผื่นคันขึ้นตามตัวได้

      15.แมลงสัตว์กัดต่อย สามารถแก้พิษของแมลงที่กัดได้โดยการนำกระเทียมถูบริเวณที่โดนกัด

 

ภาพจาก : pinterest

ข้อมูลจาก : www.krabork.com

IMAGE โครงการ3ล้าน3ปีเทิดไท้องค์ราชัน
วันศุกร์, 31 พฤษภาคม 2562
เทศบาลตำบลดงขุย ได้จัดทำโครงการ 3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทย เทิดไท้องค์ราชัน (ชุมชนที่ 1 –... Read More...
IMAGE โครงการพัฒนาศักยภาพ
วันศุกร์, 31 พฤษภาคม 2562
โครงการพัฒนาศักยภาพ พนักงานเทศบาล ผู้บริหาร และสมาชิกสภาเทศบาลวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ.2562 ณ... Read More...
IMAGE โครงการสร้างค่านิยมความซื่อสัตย์ สุจริต
วันอังคาร, 26 กุมภาพันธ์ 2562
เทศบาลตำบลดงขุย จัดโครงการสร้างค่านิยมความซื่อสัตย์ สุจริต วันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์... Read More...
IMAGE ระยะเวลาในการชำระภาษี ปีพุทธศักราช 2562
วันจันทร์, 28 มกราคม 2562
        ระยะเวลาในการชำระภาษี  ปีพุุทธศักราช 2562           รายละเอียดเกี่ยวกับภาษี  Read More...
IMAGE โครงการชุมชนสีขาว
วันพุธ, 31 ตุลาคม 2561
โครงการชุมชนสีขาว กองสวัสดิการสังคม เทศบาลตาบลดงขุย ได้จัดกิจกรรมโครงการชุมชนสีขาว... Read More...

IMAGE ร่วมการประเมินคุณธรรม (บุคคลภายนอก)
วันพุธ, 08 พฤษภาคม 2562
ประชาสัมพันธ์... Read More...
IMAGE การรายงานแสดงผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 2 (ตุลาคม - มีนาคม 2562) ประจำปีงบประมาณ 2562
วันพุธ, 10 เมษายน 2562
การรายงานแสดงผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 2 (ตุลาคม -... Read More...
IMAGE ออกให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
วันศุกร์, 01 มีนาคม 2562
เทศบาลตำบลดงขุย... Read More...
IMAGE ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา 62
วันพฤหัสบดี, 21 กุมภาพันธ์ 2562
ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา 62         Read More...

IMAGE เครื่องดื่มจากธรรมชาติ
วันจันทร์, 06 มีนาคม 2560
       ... Read More...
IMAGE กิน"ถั่ว"อย่างไร ได้ประโยชน์สูงสุด
วันจันทร์, 06 กุมภาพันธ์ 2560
           ถึงแม้ “ถั่ว” จะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย... Read More...
IMAGE เมื่อทำงาน จนปวดตัว
วันพุธ, 11 มกราคม 2560
เมื่อทำงาน จนปวดตัว สัปดาห์นี้เราจะมาคุยกันเรื่อง... Read More...
IMAGE ประโยชน์ของกระเทียม
วันจันทร์, 09 มกราคม 2560
                     กระเทียม... Read More...
IMAGE ไข้ซิกา …ภัยใหม่จากยุงลายตัวเก่า
วันพุธ, 31 สิงหาคม 2559
       หากจะพูดถึงโรคที่มียุงเป็นพาหะ... Read More...